ผมอ่านเรื่องนี้เจอจาก blog ของคุณPigletDora เกี่ยวกับคุณยาย หลานๆ โรงพยาบาล และวัฏจักรชีวิตที่แสนเศร้าของชาวชนบทไทย
........................................................................

ยายน้อย พาหลานมาตรวจกับผมตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็ยังถ่ายเป็นน้ำไม่หยุด แถมกินอะไรไม่ได้ กินแล้วอาเจียนออกหมด แม้กระทั่งยา ผมจึงรับไว้นอนรักษาใน รพ.
หลังจากยายน้อยอุ้มหลาน นั่งบนรถเข็น เข้าไปในตึกผู้ป่วยแล้ว ผมก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเมื่อคราวก่อนที่ ยายน้อย กับหลาน ๆ มานอนที่รพ.
........................................................................
ครั้งนั้นหลานของ ยายน้อย ไข้สูงมาหลายวัน นอนซม ผมสงสัยไข้เลือดออกก็ได้ รับไว้ในรพ. นอนให้น้ำเกลือ เพราะกินอะไรไม่ได้อาเจียนตลอด
หลานยาย ไม่สบายคนเดียวแต่ตอนนั้น ตึกผู้ป่วยในของเรา คึกคัก ครึกโครม และวุ่นวายกันมาก เพราะต้องรับมือกับเด็กวัยกำลังซน อีก 6 คน ใช่ครับ ยายมีหลาน 7 คน!!!
ตอนเย็นหลังเลิกเรียน หลานตัวแสบของยาย 2 คนก็กลับมาพาน้อง ๆ วิ่งเล่นกันบนระเบียงตึก สักพักคนไหนถูกพี่ ๆ แกล้ง ก็วิ่งมาฟ้อง ยายน้อย อีกหน่อยเล่นกันจนเหนื่อย ก็เดินมาอ้อนยายให้พาไปซื้อขนม พอเจ้าคนที่ป่วยตื่นขึ้นมามองหายายไม่เห็น ก็ร้องไห้อีก เรียกว่าวุ่นวายกันไม่ได้หยุด
ช่วงนั้นภาพ ยายน้อยกับหลาน ๆ ที่เดินตามกันเป็นพรวน เป็นภาพที่เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ยายเดินไปไหน ก็จะอุ้มหลานไว้ 1 คน แล้วพวกที่เหลือก็จะเฮโล ล้อมหน้าล้อมหลัง เหมือนยายเป็นหัวหน้าแก๊งค์ เป็นหัวหน้าแก๊งค์ที่อายุ 60 ขณะที่สมาชิก 6 คนอายุรวมกันไม่ถึง 25 ปี
ผมเองเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็เหนื่อยแทนยาย เด็กซน ๆ คนเดียวก็แย่แล้ว แต่นี่ 7 คนยายคนเดียวเลี้ยงไหวได้ไง?
.........................................................................
ทุกวัน เวลาออกตรวจผมต้องเจอคนไข้ที่เป็นเด็ก ๆ ที่มีคุณตา คุณยาย พามาตรวจ พอผมถามหาพ่อแม่ ก็
"แม่เขาเอามาฝากให้เลี้ยงตั้งแต่ปีที่แล้ว ไปทำงานกรุงเทพ"
"ตาเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ แล้วหละหมอ"
ยายน้อย ก็เช่นกัน ผลผลิตจากความรักของลูก ๆ กลับกลายมาเป็นภาระให้ยาย จากหลานคนแรก เป็น 2 เป็น 3 จนกระทั่ง 7คน
ในทางตรงกันข้าม ทุกวันก็จะมีคุณตา คุณยาย ไม่สบายมาตรวจเหมือนกัน แต่มักจะมาคนเดียว ผมถามว่า มายัง รพ.กันยังไง ก็
"นั่งรถสายมาหมอ นั่งรอตั้งนาน"
"ลูกมาส่ง นี่ก็เลยไปธุระแล้ว ไม่รู้จะกลับยังไงเหมือนกัน"
"ขอติดรถเขามาจ้า ที่บ้านไม่มีใครว่างพามา"
.........................................................................
2 วันต่อมา ผมไปตรวจคนไข้ตอนเช้า เจ้าตัวเล็กก็ดีขึ้นไม่ถ่ายแล้ว กินข้าวได้
"วันนี้ หมอให้กลับแล้วนะครับ"
"ยาย เรื่องนิ่วของยาย เมื่อไหร่จะไปรักษาครับ"
"ลูกเขายังไม่ว่างมาหาเลย หมอ"
"ครั้งที่แล้วยายบอกว่าปีใหม่ไม่ใช่เหรอ หมอจำได้นะยาย"
"ก็ไม่มีใครมา ก็ไม่รู้จะไปยังไงเหมือนกันหมอ หลานก็เล็กจะไปกันยังไงก็ไม่รู้"
เมื่อก่อนเราคงเคยได้ยินเขาบอกกันว่า "พ่อแม่มีลูก 10 คนก็มีปัญญาเลี้ยง แต่ลูก 10 คนไม่มีปัญญาเลี้ยงพ่อแม่" แต่ตอนนี้ผมขอเปลี่ยนเป็น "พ่อแม่มีลูก 10 คน หลานอีก 10 คนก็มีปัญญาเลี้ยง แต่ลูกทั้ง 10 คนไม่มีปัญญาทำอะไรนอกจากเลี้ยงตัวเอง"

อ่านแล้วอมยิ้ม :) แต่สงสารยายน้อยจัง
ผมรู้สึกว่าชาวชนบทไทยเนี่ย มันเศร้าเหมือนกันทุกที่เลยเนอะ

นิทานหิ่งห้อย
เฉลียง
เด็กน้อยได้ยินเรื่องราว กล่าวขานมานาน
หากใครได้จับหิ่งห้อย มาเก็บเอาไว้ใต้หมอน
นอนคืนนั้นจะฝันดี จะฝันเห็นดวงดาวมากมาย
ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม
เด็กน้อยนั่งตักคุณยายไต่ถามความจริง
ยายยิ้มกินหมากหนึ่งคำ ไม่ตอบอะไรส่ายหัว
ใจเด็กน้อยอยากเห็นจริง อยากเห็นดวงดาวมากมาย
อยากเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง อยากฝันสวยงาม
หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู
เด็กน้อยแอบออกมา ไล่คว้าแสงน้อยมาดู
ใส่ไว้ในกล่องงามหรู ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วนอนคอยฝันดี
ตื่นเช้าพอได้ลืมตา มองเห็นคุณยาย
มาแกล้งถามว่าเจอะอะไร สนุกแค่ไหนที่ฝัน
ใจเด็กน้อยจึงทบทวน ไม่ฝันเห็นอะไรมากมาย
รีบค้นเร็วไวใต้หมอนเปิดฝานั้นดู
หิ่งห้อยในกล่องตอนนี้เหมือนหนอนตัวหนึ่ง
ไม่สวยดังซึ่งตอนอยู่ใต้ต้นลำพูส่องแสง
ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง
อย่าขังความจริงไม่เห็น อย่างขังความงาม
หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู
เด็กน้อยถือกล่องออกมา เปิดฝา แล้วแง้มมองดู
หนอนน้อยในกล่องงามหรูก็เปล่งแสงสุกใส บินไปรวมกัน
เด็กน้อยนอนหลับสบายอมยิ้มละไม
ใต้หมอนไม่มีกล่องอะไร ไม่มีสิ่งใดใดถูกขัง
นอนคืนนั้นจึงฝันดี ฝันเห็นดวงดาวมากมาย
ฝันเห็นเจ้าชาย เจ้าหญิง ฝันแสนสวยงาม
ลัลลั้ล ลัลล้ล ลัลลา ...