หนึ่งในนิตยสารในดวงใจของผมคือนิตยสาร "a day"
a day เล่มแรกในชีวิตของผมคือเล่ม2 หน้าปก"น้ำพุ" เราเจอกันที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหลายปีมาแล้ว และผมก็ซื้อเล่ม1ย้อนหลังมาด้วย
เดิมทีผมไม่ค่อยอ่านนิตยสาร แต่ a day ทำให้ผมหยุดไม่ได้ ผมจำได้ว่าอ่านเกือบทุกหน้าด้วยความสุข อ่านแล้ว"อิน"ไปกับน้ำพุ แม้จะไม่เคยดูหนังเรื่องน้ำพุมาก่อน พอย้อนกลับไปอ่านเล่มแรก ก็ถูกใจในเนื้อหา และบทสัมภาษณ์ จนมาpeakที่สุดกับเล่มที่5 หน้าปกมานะ มานี

จำได้ว่าตอนนั้นผมและเพื่อนอีกหลายคน นั่งรถไฟไปเที่ยวภาคเหนือกัน จุดหมายปลายทางของเราคือภูชี้ฟ้า และห้วยน้ำดัง โดยมีเพื่อนคนหนึ่งพก a day เล่มมานะ มานีไปด้วย ทุกคนในtripเวียนกันอ่านจนหนำใจ ทายปัญหาเกี่ยวกับมานะ มานีหลังบทความ และพูดคุยถึงอดีตกันอย่างมีความสุข อารมณ์ nostalgia มันแล่นพล่าน กลับมาจากtripนั้น นอกจากความสนุกสนานจากการท่องเที่ยวแล้ว ก็ต้องขอบคุณ a day ที่ทำให้บรรยากาศบนรถไฟเป็นไปอย่างสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
ผมจึงสมัครเป็นสมาชิก a day เพื่อจะได้ไม่พลาดสักเล่ม มีเว้นวรรคไปบ้างบางช่วง
ผมมีเล่ม 1 - 32 ครบทุกเล่ม
แต่หลังๆ รู้สึกว่าเราโตขึ้น หรือเนื้อหาเปลี่ยนไปไม่ทราบ a day เล่มหลังๆจึงไม่ค่อย "โดน" ผมเท่าไหร่ ผมจึงเลือกซื้อเป็นบางเล่มที่น่าสนใจ
......................................
a day ทำให้ผมรู้จักแนวคิดเรื่อง think positive และเรื่อง คิดนอกกรอบ
นอกจาก a day จะมีบทสัมภาษณ์ดีๆแล้ว ยังมีบทความดีๆจากนักเขียนเจ๋งๆมากมาย ผมได้รู้จักนักเขียนหลากหลายจาก a day นี่แหละครับ
นักเขียนที่ผมชื่นชอบก็คือคุณบรรณาธิการและอดีตบรรณาธิการทั้ง 3 คนนั่นแหละครับ ได้แก่ คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ , คุณวชิรา รุธิรกนก และ คุณทรงกลด บางยี่ขัน (ไม่แน่ใจว่ามีแค่นี้หรือเปล่า)
ตอนหลัง a day ได้ทำ a book ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ขึ้นมา โดยมีทั้งเรื่องแต่งใหม่จากทั้งนักเขียนหน้าเก่าและหน้าใหม่ และรวมบทความที่เคยตีพิมพ์แล้วมารวมเล่มอีกครั้ง
เรื่องที่ผมชอบก็มีหลายเรื่อง เช่น "เรื่องเล็ก" ของคุณวงศ์ทนง (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "หญิงสาวนักขายขนมปัง") , "นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา" ของคุณก้อง คาร์ ไว (ทรงกลด บางยี่ขัน) , "วันดี คืนดี" ของคุณสืบสกุล แสงสุวรรณ เป็นต้น
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอมยิ้ม อ่านแล้วได้แง่คิดในอีกมุมมองหนึ่ง
......................................
วันนี้ผมไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมา ได้เจอกับเพื่อนเก่ามากมายหลายคน ทั้งที่นัดไว้ และไม่ได้นัดกันมา
พอไปถึงบู้ท a book ก็ต้องตื่นเต้นมาก เพราะได้เจอกับนักเขียนในดวงใจของผมหลายคน ก็คือ คุณบรรณาธิการทั้ง 3 คน คุณหลานชาย คุณวิภว์(ไม่แน่ใจ) น้าเนก ฯลฯ
ที่ว่าไม่แน่ใจก็เพราะเคยเห็นหน้า(จากหนังสือต่างๆ)เพียงคนเดียว คือคุณวงศ์ทนง ส่วนคนอื่นๆไม่รู้จักเลย ต้องสังเกตว่าใครเป็นใครโดยดูว่าใครเซ็นหนังสือเล่มไหน! และคนก็ทะลักบู้ทมากๆ
ผมก็อยากได้ลายเซ็นของidolของผม(อีกแล้ว) ทั้งๆที่เพิ่งเขียนในentryที่แล้วนี่เองว่า "อย่าซื้อขนมเพราะของแถมในซอง อย่าซื้อหนังสือเพราะลายเซ็นนักเขียน" แต่ก็อดไม่ได้... แหะๆ นานๆจะเจอตัวเป็นๆ อยากได้เป็นที่ระลึกอะ
แต่หนังสือส่วนใหญ่ก็ซื้อไปก่อนหน้านี้เกือบหมดแล้ว เลยไม่รู้จะซื้อเล่มไหนให้เหล่านักเขียนนี้เซ็น (ใช้คำว่าเหล่านักเขียน เพราะมากันหลายคนมากจนงง) เลยซื้อเล่มนี้ "The Bear Wish Project" แต่งโดย เดปป์ นนทเขตคาม ซึ่งก็คือนามปากกาของคุณวงศ์ทนง ก็เลยได้ลายเซ็นนี้มา

ตอนแรกดีใจมาก ว่าพี่แกตั้งใจเซ็นมาก วาดรูปอีกต่างหาก พอหันไปดูเล่มของเพื่อนที่ซื้อมาพร้อมกัน อ้าว! เหมือนกันดิก เปลี่ยนแค่ชื่อ... ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คิดในแง่ดีว่าคนตั้งแยะ มามัวเซ็นให้ไม่เหมือนกันซักกะคนคงนานพิลึก แต่ก็ยังปลื้มใจมากๆอยู่ดี ^_^
และก็ซื้อหนังสือมาอีกมากมาย สาธยายไม่หมด ได้ลายเซ็นของน้าเนก กับหลานชายด้วย (นักเขียนชื่อ"หลานชาย"นะครับ ไม่ได้เป็นหลานจริงๆของน้าแก) ตอนน้าเนกอยู่ที่บู้ทก็แกปล่อยมุขกระจาย " ระวังโดนมิจฉาชีพจับนมนะครับ " " คุณป้ามีหลานกำลังจะเอนท์มั้ยครับ ซื้อหนังสือผมไปฝากสิครับ "-_-!
วันนี้เลยเสียตังค์ไปหลาย แต่ก็ได้หนังสือดีๆมาตุนไว้อ่านอีกนาน