-1-
ถ้าเปรียบการอ่านหนังสือสักเล่ม กับการกินข้าวสักมื้อ...
คอลัมน์สั้นๆในนิตยสาร คงเหมือนกับแซนวิชชิ้นพอดีคำ... หนังสือเล่มบาง อ่านแป๊บเดียวจบ คงใกล้เคียงกับข้าวไข่เจียวทำง่ายกินง่าย... หนังสือเรียน คงเหมือนกินยาสมุนไพรรสขม กินยากแต่มีประโยชน์... ส่วนหนังสือเล่มโตที่เราดื่มด่ำไปกับมัน คงเปรียบได้กับอาหารมื้อใหญ่ ที่มีกับข้าวมากมายหลายอย่าง ละลานตา กินเสร็จแล้วอิ่มพุงกาง
-2-
มีคนกล่าวว่า การอ่านหนังสือก่อนนอน เป็นยานอนหลับชั้นดี
ผมเห็นด้วยบางส่วน คือแล้วแต่หนังสือที่เราเลือกอ่านด้วย ถ้าเป็นหนังสือเรียนละก็ เปิดเมื่อไหร่ วูบเมื่อนั้น ยิ่งนอนอ่านบนเตียงด้วยแล้ว ยิ่งได้บรรยากาศ ดังนั้นกฎของการอ่านหนังสือสอบของผมคือ อย่าอ่านบนเตียง!
ส่วนหนังสืออ่านเล่น เหมาะที่จะอ่านบนเตียง ในท่าที่สบายที่สุด เพราะพวกนี้ อ่านได้เรื่อยๆ ไม่แผ่รังสีแห่งความง่วงออกมา ยิ่งหนังสือลึกลับชวนติดตามบางเล่ม อ่านแล้ววางไม่ลงเลยครับ
-3-
ช่วงหลังๆนี่ผมเริ่มอ่านหนังสือได้ช้าลง รู้สึกว่าชอบอ่านพวกเรื่องสั้น หรือคอลัมน์ในนิตยสารมากกว่า ส่วนหนังสือเล่มหนาๆ ก็ยังอ่านอยู่บ้าง ใช้เวลากับหนังสือแต่ละเล่มนาน ค่อยๆละเลียดวันละ2-3บท แล้วแต่อารมณ์ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาก่อนนอนอ่าน บางครั้งหน้าท้ายๆของการอ่านก็อยู่ในอารมณ์เคลิ้มๆ พอวันรุ่งขึ้นมาอ่านอีกรอบเลยปะติดปะต่อไม่ค่อยได้ ต้องอ่านย้อนใหม่
หนังสือเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบคือ "โตเกียวไม่มีขา" ของคุณนิ้วกลม ที่รู้มาคร่าวๆว่าเป็นบันทึกการเดินทางเก้าวัน ด้วยเงินแค่ 12,000 บาท ในโตเกียว มหานครที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก

ตอนแรกก็งง ว่าชื่อหนังสือหมายถึงอะไรงงมาตลอดการอ่าน จนมาเฉลยในบทสุดท้าย
"ความฝัน ก็เหมือนกันกับโตเกียว มันไม่มีขา ถ้าอยากไปถึง ต้องเดินไปหาเอง!"
อ่านจบแล้วรู้สึก"อิ่ม"มากยังกับได้กินเบนโตะเซทใหญ่คนเดียว ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่สารคดีท่องเที่ยวญี่ปุ่นขำๆ พออ่านไป รู้สึกว่าได้อะไรดีๆมากมาย คุณนิ้วกลมมีมุมมองชีวิตที่เข้าท่า มีสำนวนการเขียนที่เรียบง่าย แต่แอบคม อ่านแล้วให้ความรู้สึกฮึกเหิม อยากแบกเป้ออกไปตะลุยเมืองที่เราไม่คุ้นเคย ไปนอนข้างถนน ไปเที่ยวในแบบที่ไม่มีเขียนไว้ในโลนลี่แพลเน็ท
แต่มันเป็นแค่ความฝัน ที่ไม่มีขา คงต้องเดินไปหามันซะแล้ว